เพราะเขายังเป็นห่วง

ประสบการณ์สยองขวัญ

ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ราวๆ พุทธศักราช 2532 วันนั้นผมยังจำได้ติดตา วันนั้นเป็นวันศุกร์ ประมาณ 1 ทุ่มครึ่งเห็นจะได้ ผมได้ขี่จักรยานไปซื้อของที่ร้านขายของชำใกล้ๆบ้าน

ตอนไปก็ยังไม่มีอะไร แต่ตอนขากลับนี่แหละที่เป็นเรื่อง ผมขี่จักรยานมาเรื่อยๆ และแล้วข้างหน้าผมไกลๆ ก็เห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง บริเวณนั้นเป็นที่นั่งเล่น มีต้นหูกวางต้นใหญ่ และก็มีแสงไฟสว่างไสว ผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็ได้แต่คิดว่ามืดป่านนี้แล้ว ใครยังมายืนอยู่แถวนี้อีก

จักรยานผมก็เข้าใกล้ไปเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงผู้นั้น เหมือนกับเขารู้ว่าผมสงสัยว่าเขาเป็นใคร เขาค่อยๆ หันมาอย่างช้าๆ แล้วก็ยิ้มให้ผม แต่ผมเองยิ้มไม่ออกหรอกครับ จะยิ้มออกได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาคือเพื่อนพ่อผมเองที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อ 3 วันก่อน ระยะที่เห็นกันชัดๆก็คือ ผมอยู่ห่างเขาแค่ประมาณ 2 เมตร ระยะห่างแค่นี้ ผมว่าผมจำได้ไม่พลาดแน่นอนเลย

ผมถูกหลอกแล้วครับ ไม่ใช่ผีหลอกนะครับ ผมถูกผู้ใหญ่หลอก หลอกว่าผีจะมาตอนประมาณตี 3 แล้วต้องเป็นที่มืดๆ เงียบๆ มีเสียงหมาหอน แล้วที่ผมเจอล่ะ แสงไฟสว่างโร่ขนาดนั้น เวลาก็แค่ 1 ทุมครึ่งเอง มิหนำซ้ำ ยังยืนให้เห็นชัดๆในระยะ 2 เมตรซะอีก อึ้งเลยครับ

ครั้งแรกในชีวิตซะด้วย ทำอะไรไม่ถูกเลย ลักษณะร่างเขาจะขาวๆ และก็โปร่งแสง คือสามารถมองทะลุได้

แล้วหลังจากนั้นผมเป็นยังไงเหรอครับ ก็ยกจักรยานวิ่งซิครับ ขี่ไม่ไหวแล้วครับแข้งขามันอ่อนไปหมด รีบวิ่งไปบ้านคนรู้จักแถวๆ นั้นไปนั่งหอบครับ แล้วก็เล่าให้เขาฟังกัน แต่เขาไม่เชื่อผม แถมยังหัวเราะเยาะซะอีก

หลังจากนั้นผมก็กลับ แต่ก็ยังโผล่มาดูก่อนว่ายังอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าไม่อยู่แล้ว แต่เพื่อความมั่นใจ ผมจึงขี่ไปอีกทางไกลกว่า แต่ว่าปลอดภัยกว่า

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครหัวเราะเยาะผมอีก เพราะว่าโดนกันหมด ผมเองต่างหากที่ได้ไปเย้ยพวกเขาว่า บอกแล้วไม่เชื่อ

หลังจากนั้นก็ได้มีการร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขา โดยคนที่เจอทั้งหมดรวมทั้งผมด้วย มารู้ทีหลังว่าทำไมเขาถึงไปยืนตรงนั้น เพราะว่าเขาห่วงลูกเขาครับ ลูกยังเล็กทั้ง 2 คน เหลือแม่ดูแลเพียงคนเดียว ก็เลยมายืนตรงนั้นแล้วก็มองไปยังบ้านเขา เหมือนกับจะบอกคนอื่นว่าเขายังมีห่วงอยู่

ระวังนะครับจะเจอเหมือนผม ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอกครับ ส่วนผมนะครับ ประทับใจจริงๆกับประสบการณ์ครั้งแรก ชัดเจนมาก ทุกวันนี้ผมยังจำได้ติดตาเลย

นายอาร์ค